วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553

6 อาหารเพื่อฟันสวย

6 อาหารเพื่อฟันสวย


นอกจากการแปรงฟัน งดกินอาหารจำพวกของหวานแล้ว 6 อาหารเหล่านี้ คือ อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้ฟันแข็งแรงทนทาน

1. แอปเปิ้ล รสหวานลิ้น ไม่เหนียว ช่วยเรียกน้ำลายได้ดี เพราะน้ำลายคือ กลไกธรรมชาติที่ร่างกายใช้ชะล้างเศษอาหารและปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างในปาก


2. แครอท ความกรอบจะช่วยให้เหงือกสะอาดและฟันแข็งแรง ช่วยกำจัดเศษอาหาร มีเส้นใยช่วยให้ปากสะอาด ช่วยเรียกน้ำลาย


3. แครนเบอร์รี่ มีสารประกอบที่สามารถป้องกันไม่ให้แบคทีเรียเกาะติดฟัน และสกัดกั้นการก่อตัวของคราบจุลินทรีย์


4. กีวี เป็นหนึ่งในสิบของสุดยอดอาหารเพื่อความงาม มีวิตามินซีสูง ช่วยบำรุงฟัน


5. ลูกเกด คืออาหารที่นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยด์ในชิคาโก สหรัฐอเมริกาพบว่า มีกรดโอเลียโนอิก ซึ่งเป็นสารพฤษเคมีที่การทดลองในห้องแล็ปพบว่า ยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียในช่องปาก โดยกรดโอเลียนิกที่ความเข้มข้น 31 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ช่วยป้องกันแบคทีเรีย เอส.มิวแทนส์ไม่ให้เกาะผิวฟัน และที่ความเข้มข้น 62 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ช่วยยับยั้งการเติบโตของเชื้อพอร์ฟีโรโมนาส กิงกิแวลิส อันเป็นตัวการสำคัญของโรคเหงือกอักเสบ


6. วาซาบิ ซึ่งจากผลการวิจัยเบื้องต้นพบว่า วาซาบิมีสารไอโซธิโอเซียเนต ซึ่งยับยั้งการเติบโตของเชื้อ เอส.มิวแทนส์




ขอบคุณบทความจาก ชีวจิต

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

ข้อควรระวังในการนำรถเข้าบริการล้างอัดฉีด

ใครที่ชอบนำรถเข้ารับบริการล้างอัดฉีด วันนี้มีข้อควรระวังในเรื่องนี้มาบอก

- ไม่ควรล้างรถในขณะที่เครื่องยนต์ยังมีอุณหภูมิสูงเพราะจะทำให้ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ที่ยังคงมีความร้อนสะสมอยู่ เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างกระทันหัน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้

- น้ำที่แรงดันสูง อาจจะก่อให้เกิดผลเสียกับสีรถ โดยเฉพาะรถเก่าซึ่งสีตามบริเวณขอบมุมต่างๆ อาจจะหลุดล่อนได้ง่าย

- ไม่ควรใช้น้ำที่มีอุณหภูมิสูงเพราะอาจจะทำให้วัสดุประเภทพลาสติกเสียรูปทรงได้

- ในขณะฉีดน้ำล้างรถ หัวฉีดควรอยู่ห่างจากตัวรถอย่างน้อย 50 เซนติเมตร เพื่อป้องกันความแรงของสายน้ำ

- ไม่ควรล้างรถในเวลากลางคืน เพราะความชื้นที่เกิดจากการล้างรถบริเวณซอกมุมต่างๆ จะแห้งช้า ซึ่งความชื้นดังกล่าวนี้จะเป็นสาเหตุให้เกิดสนิมได้ง่าย

รู้อย่างนี้แล้ว ก่อนนำรถไปรับบริการล้างอัดฉีดก็ควรเช็กข้อมูลจากสถานให้บริการก่อนว่า มีปัจจัยใดที่อาจส่งผลให้เกิดผลเสียกับรถยนต์หรือเปล่า เพื่อยืดอายุการใช้งานรถยนต์ให้ยาวนานขึ้น.

ที่มาของสำนวน ไม่ดูตาม้าตาเรือ

ที่มาของสำนวนนี้มาจากการเล่นหมากรุกไทยครับ

ตา
คือ ตาตารางบนกระดานหมากรุก มี ๖๔ ตา

ม้า และ เรือ
เป็นตัวหมากรุก ม้าเป็นตัวหมากรุกที่เดินหักมุมไปสามตา ส่วนเรือเป็นตัวหมากรุกที่เดินตามยาวได้ตลอดกระดาน ทั้งม้าและเรือมีลักษณะการเดินเป็นพิเศษ ทำให้ระวังยาก คนที่เล่นหมากรุกเป็นคงจะรู้ว่า ตัวหมาก 2 ตัวนี้มีความสำคัญมากในการที่จะเอาชนะ เพราะมันจะสามารถวางกลยุทธ์กินตัวหมากอื่นได้ง่าย

ไม่ดูตาม้าตาเรือ คือ
ไม่ระมัดระวัง ไม่ดูตาที่ม้าหรือเรือของอีกฝ่ายหนึ่งจะเดินมาได้ อาจจะต้องถูกม้าหรือเรือกิน ทำให้เสียตัวหมากรุกไป

เมื่อนำมาใช้เป็นสำนวน ไม่ดูตาม้าตาเรือ หมายความว่า สะเพร่า, ไม่ระมัดระวัง เช่น เดินไม่ดูตาม้าตาเรือเตะถังใส่น้ำ น้ำกระฉอกเลอะพื้นหมดแล้ว เขาเดินตรงไปหาเพื่อนที่อยู่มุมห้อง โดยไม่ดูตาม้าตาเรือว่าเพื่อนกำลังพูดอยู่กับใคร


ที่มา : บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย" ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศ

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

Dunkin' Donuts กับ Mister Donut ใครเริ่มธุรกิจก่อนกัน

ก่อนที่จะเฉลยว่าร้านไหนเริ่มทำธุรกิจก่อนกัน เราขอกล่าวถึงประวัติร้าน Dunkin' Donuts กันก่อน

ซึ่งคงต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 1946 ที่ วิลเลียม โรเซนเบิร์ก ได้ก่อตั้งบริษัทอันดัสเทรียลลันเชียนเซอร์วิส ขึ้น โดยบริษัทแห่งนี้รับส่งอาหาร กาแฟ และขนมขบเคี้ยวให้แก่ลูกค้าในพื้นที่ห่างไกลของเมืองบอสตันมลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา หลังจากที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เขาจึงเปิดร้านกาแฟและโดนัทที่ชื่อว่า “The Open Kettle” ขึ้น จากนั้นในปี 1950 เขาจึงเปิดร้าน “Dunkin' Donuts” แห่งแรกขึ้น ซึ่งทุกวันนี้ร้านนี้ยังคงเปิดอยู่ โดยตั้งอยู่ที่ 543 เซาเทิร์นอาร์เทอรี ในเมืองควินซี มลรัฐแมสซาชูเซสต์

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ร้าน Dunkin' Donuts รวมไปถึงร้านแซนด์วิช Togo's และร้านไอศครีม Baskin-Robbins นั้น ต่างเป็นร้านภายใต้บริษัท Dunkin' Brands Inc. ซึ่งเป็นของบริษัทผลิตเครื่องดื่มของฝรั่งเศสที่ชื่อว่า Pernod Ricard S.A. กระนั้น เมื่อเดือนธันวาคม 2005 ได้มีข้อตกลงที่จะขายแบรนด์นี้ไปให้แก่บริษัทเอกชน 3 แห่งคือ บริษัท Bain Capital Partners บริษัท Carlyle Group และ บริษัท Thomas H. Lee Partnersอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งคาดว่าข้อตกลงดังกล่าวจะเสร็จสิ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี 2006

ในสหรัฐอเมริกา ร้าน Dunkin' Donuts มักจะจับคู่อยู่กับร้าน Togo's และ ร้าน Baskin-Robbins ซึ่งคู่แข่งส่วนใหญ่จะเป็นร้านโดนัทในท้องถิ่นเป็นหลัก ถึงจุดนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วร้าน Mister Donut หายไปไหน สำหรับที่สหรัฐอเมริการ้าน Mister Donut เคยเป็นคู่แข่งรายใหญ่ที่สำคัญที่สุดของ Dunkin' Donuts ก่อนที่ทางบริษัทจะถูกบริษัทแม่ของ Dunkin' Donuts ซื้อกิจการไป และร้าน Mister Donut จึงถูกรีแบรนด์ไปเป็นDunkin' Donuts แทน

ปัจจุบัน ทาง Dunkin' Donuts อ้างว่าตัวเองเป็นบริษัทเครือข่ายผู้จำหน่ายกาแฟและสินค้าประเภทอบที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีลูกค้าวันละ 2 ล้านคน และมีร้านจำหน่ายโดนัทของ Dunkin' Donuts 6,200 ร้านทั่วโลก ซึ่งร้านส่วนใหญ่จะเป็นร้านแฟรนไชส์

คราวนี้ได้เวลาเฉลยแล้วว่า ระหว่าง Dunkin' Donuts กับ Mister Donut ใครเริ่มธุรกิจก่อนกัน ซึ่งคำตอบก็คือ ร้าน Dunkin' Donuts นั่นเอง เพราะว่าร้าน Mister Donut เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 1956 หรือ 6 ปี หลังจากที่ทาง Dunkin' Donuts เปิดร้านแรกไปแล้ว ซึ่งจุดที่น่าสนใจอีกจุดก็คือ ผู้ที่ก่อตั้งร้าน Mister Donut คือ เฮนรี วินูเกอร์ ผู้เป็น brother-in-law (ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเป็นพี่เขย น้องเขย หรือญาติฝ่ายไหน) ของ วิลเลียม โรเซนเบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Dunkin' Donuts นั่นเอง

ทั้งนี้ บริษัทแม่ของ Dunkin' Donuts ได้เข้าไปซื้อ Mister Donut เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1990 ซึ่งในขณะนั้น มีร้าน Mister Donut แล้ว 550 ร้านด้วยกัน

สิ่งเดียวที่สำเร็จคือความล้มเหลว

สิ่งเดียวที่สำเร็จคือความล้มเหลว


1. ไม่รู้จักตนเอง

เพราะไม่รักตัวเอง จึงไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง

เพราะไม่รู้ศักยภาพของตัวเอง จึงไม่มีจุดยืนของตัวเอง


2. ไม่เข้าใจคนอื่น

เพราะ ไม่เปิดใจ จึงไม่เข้าใจความแตกต่าง

เพราะไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา จึงไม่ได้เอาคนอื่นมาเป็นคติสอนใจ


3. ไม่มีเป้าหมาย

เพราะขาดความเชื่อศรัทธา จึงขาดแรงผลักดัน

เพราะไม่มีแรงบันดาลใจ จึงขาดแรงจูงใจ

เพราะยังไม่เจอปัญหา จึงขาดไฟ

เพราะยังไม่มีModel จึงขาดVistion

เพราะไม่มีจินตนาการ จึงขาดความรู้

เพราะไม่มีสติ จึงขาดปัญญา


4. ยังไม่ได้ลงมือทำ

เพราะเพิกเฉย จึงพลัดวันประกันพรุ่ง

เพราะกลัว จึงไม่กล้าตัดสินใจ

เพราะรอ จึงยังไม่พร้อม

เพราะขี้เกียจ จึงงานเยอะ

เพราะยังไม่อยากทำ จึงไม่บริหารเวลา

เพราะไม่ยอมเปลี่ยน จึงไม่ลงมือทำ


5. ยังไม่ได้ประเมินผล

เพราะยังไม่ได้ใส่ใจ เลยไม่รู้ปัญหา

เพราะยังไม่ได้ทบทวน เลยไม่ได้ใคร่ครวญให้ดี

เพราะมัวแต่เพ่งโทษตนเอง เลยยึดติด

เพราะไม่มีทางออก ก็เลยต้องออกนอกเส้นทางบ่อยๆ

เพราะไม่ได้แก้ไข จึงไม่ได้ปรับปรับปรุง

เพราะสักแต่ว่าทำ เลยไม่ทำให้ดีกว่าเดิม

เพราะเผลอ จึงประมาท


6. ยังไม่มีคนคอยชี้ทาง

ไม่มีครู ไม่มีเพื่อนร่วมทาง ไม่มีคนเกื้อหนุน ไม่มีคนช่วยเหลือ


7. คุณรู้แก่ใจ…. ( ปลายทาง)

นมดับกลิ่นกระเทียม ได้ผลยิ่งกว่าการแปรงฟันกว่ากันมาก

วารสารวิชาการ "วิทยาศาสตร์การอาหาร" ของสหรัฐฯ

รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยโอไฮโอค้นพบว่า การดื่มนมจะช่วยดับกลิ่นกระเทียมที่ตกค้างอยู่ในปาก แม้ว่าจะแปรงฟันก็ยังไม่อาจดับกลิ่นให้ หมดได้

พวกเขาได้พบว่า การดื่มนมเพียงเล็กน้อยประมาณ 200 ซีซี จะช่วยดับกลิ่น

ไม่ว่าจะกลิ่นกระเทียมดิบหรือสุกหมดลงได้มาก กลิ่นเหล่านี้เป็นกลิ่นของสารประกอบต่างๆที่มีอยู่ในกระเทียม อย่างเช่น อัลลิล เมทิล ซัลไฟด์ แม้แต่ กระเพาะก็ไม่อาจย่อยให้หมดได้ คงปล่อยให้มันเหลือส่งกลิ่นระเหยออกมาตามลมหายใจและเหงื่อ แต่นมป้องกันไม่ให้ มันส่งกลิ่นออกมาได้ตั้งครึ่ง

นักวิจัยยังเปิดเผยว่า นมที่ดื่มนั้น หากเป็นนมที่อุดมด้วยไขมัน จะได้ผลกว่านมพร่องมันเนย และจะได้ผลมากขึ้น หากดื่มพร้อมกับอาหาร มากกว่าดื่มตามภายหลัง.

วิ่งเท้าเปล่าถูกสุขภาพ

ผู้ที่วิ่งออกกำลังอยู่เป็นกิจวัตร อาจจะอยากโยนรองเท้ากีฬาคู่แพงๆทิ้งบ้าง เมื่อได้ทราบผลการศึกษาครั้งใหม่

ปกติผู้ที่ใส่รองเท้าวิ่งจะวิ่งเอาส้นเท้าลงมากถึง 3 ใน 4 ราย ดังนั้นแค่วิ่งเพียง 1 กม. จะต้องเอาส้นเท้าลงมากเกือบ 1,000 ครั้ง ด้วยเหตุนั้นแม้จะสวมรองเท้ากีฬาที่รองรับแรงกระแทกอย่างดี โดยช่วยกระจายน้ำหนักไปทั่วทั้งฝ่าเท้า ก็ยังมีนักวิ่งมากระหว่างร้อยละ 30-75 ได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทกซ้ำๆเกือบทุกปีผิดกับนักวิ่งเท้าเปล่าส่วนใหญ่ ซึ่งจะไม่วิ่งเอาส้นลง แต่หากจะเอาทางข้างส้นลงแทน ลักษณะการวิ่งแบบนี้ เป็นแบบปกติธรรมดาของนักวิ่งมาราธอนในชาติแอฟริกาตะวันออก ซึ่งการวิ่งทางไกล เป็นเรื่องเล่นๆประจำชาติ

การวิ่งแบบไม่เอาส้นเท้าลง จะไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดจากแรงกระแทก ซึ่งเทียบเท่าเอาน้ำหนักสองสามเท่าของน้ำหนักตัวเรา กระแทกลงบนพื้นที่โตเท่ากับเหรียญเงิน

ศาสตราจารย์เลียบแมนน์ ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ชื่อดังของสหรัฐฯหัวหน้าคณะศึกษากล่าวว่า "โดยการลงตรงกลางฝ่าเท้า หรือหัวเท้า นักวิ่งเท้าเปล่าแทบจะทำให้มีแรงกระแทก" เขาเสริมว่า "คนส่วนใหญ่นึกว่าการวิ่งเท้าเปล่าอันตรายและเจ็บปวด แต่ที่จริงแล้ว เราสามารถจะวิ่งเท้าเปล่าบนพื้นที่แข็งที่สุดบนโลกทุกแห่ง โดยไม่เจ็บปวดอะไรเลย หากจะมีบ้างก็อาจจะเป็นเพราะหนังเท้าด้านหนาเท่านั้น"